syn-sky View my profile

[EGoT] Ep1 turn2: Storm

posted on 29 Oct 2013 23:26 by synchro-sky in EGoT

Absolutely DELAY!!!

 

 

EGoT Ep1 turn2: Storm at port

Character: Svanhild Blackford

Place: At the sea

 
  

…ข้าว่าข้าอยู่ห่างไพค์พอสมควร แต่พายุก็ยังแรงเกินคาด...

 

...วายุเทพเหิมเกริมกว่าที่คิด…

 
  

“หันหัวเรือออกจากไพค์!!! ไปทิศเหนือ เร็ว!!!” เสียงแผดสั่งนั้นดังสู้กับเสียงพายุ ขณะที่ขาทั้งสองวิ่งพลางทรงตัวบนพื้นไม้ของเรือที่โคลงจากแรงคลื่น

 

“จะบ้าเรอะ! แล่นเรือตอน-”

 

เปรี้ยง!

 
 
  

วายุเทพยังคงคำรามประกาศอำนาจ คลื่นและลมพายุนั้นก็บ้าคลั่งจนเรือแทบจะพลิกคว่ำ เดินเรือตอนนี้เป็นเรื่องที่โง่บัดซบ!

 
 
  

“เวนเดลลงไปเร่งฝีพาย” มือคว้าเชือกขวับ เหนี่ยวไว้ไม่ให้เซ มันรับคำแล้วแยกตัวออกไปโดยไม่ค้าน

 

“เดรก ไปคุมพังงา!” ตะเบ็งดังขึ้นอีก ก่อนจะหันไปถุยน้ำฝนที่สาดลงปาก

 

“ทีเหลือเก็บอาวุธ ของเกะกะ และหุบใบเรือ เดี๋ยวนี้!”

 
 

แต่การจอดเรือไว้เฉยๆแล้วถูกคลื่นซัดไปหาใจกลางพายุนั้นเวรตะไลยิ่งกว่า!!!

 
 

“ออกจากรัศมีให้ได้มากที่สุด! ถ้าจะตาย ก็ตายยกเรือล่ะวะ!”

 

ไม่มีการสั่งซ้ำ ไม่มีคนยืนรอฟังจนจบ ไม่มีใครไม่รู้หน้าที่ตัวเองอีกแล้ว

 

นางยกมือขึ้นบังกระแสฝนบ้าคลั่ง พลางกวาดสายตาสำรวจความเรียบร้อยท่ามกลางความมืดมัวอย่างยากลำบาก แม้ว่าตะเกียงแขวนจะค่อยๆแข่งกันสว่าง แต่ก็ไร้ประโยชน์เหลือเกินในพายุ

 

พลัน ก็สายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งกลิ้งไปมาบนท้องเรืออย่างน่าขัน นางเพ่งรอจังหวะที่ฟ้าลั่นแสงวาบ ถึงได้รู้ว่านั่นเป็นเด็กใหม่ และจำได้ว่ามันอ่อนกว่าน้องชายราวๆสอง-สามปี

 
 

...ร่างเล็กๆที่กระแทกของบนเรือไปมานั่นชวนให้นึกถึงตัวเองสมัยมาเป็นโจรแรกๆ สมัยที่น่าสมเพชจนอยากจะปาดคอตัวเองทิ้ง...

 
 

สวันฮิลด์ แบล็กฟอร์ดถอนหายใจ ปล่อยมือออกจากสิ่งที่ตนยึด กระชับเสื้อคลุมหนังตัวหนาไม่ให้สะบัดไปตามแรงลมมากจนกายเสียศูนย์ ตรงเข้าคว้าร่างที่กำลังกลิ้งไว้แล้วดึงให้ลุกขึ้นมาดีๆ ก่อนจะพาไปยังเชือกเส้นที่ใกล้ที่สุด มือหนึ่งประคองไหล่คนตัวเตี้ยกว่าไม่ให้ลื่นไถลไปไหน อีกมือกำมือเด็กชายให้จับยึดเส้นเชือกเอาไว้

 

“จับแน่นๆ ทรงตัวดีๆ” เอ่ยห้วนแล้วลูบหัวสีบลอนด์ทองที่เปียกชุ่มเบาๆเหมือนปลอบโยน ก่อนจะออกวิ่งฝ่าไปสั่งงานและตรวจตราตามดาดฟ้าเรือต่ออย่างคล่องแคล่ว

 

นางไม่จำเป็นต้องหลบ เพราะนางชอบความรู้สึกที่ร่างกายลอยขึ้นจากพื้นชั่วขณะในวินาทีที่คลื่นลูกโตซัดกระแทกเข้ากับท้องเรือ ชอบสายฝนกับกระแสลมที่กระหน่ำลงบนร่าง ชอบตอนที่ต้องพยายามทรงตัวสู้ไม่ให้ล้ม ชอบกลิ่นของทะเลที่สาดกระเซ็นเข้ามาในบางครั้ง มันสนุกและท้าทายยิ่งกว่าสิ่งใด

 
 

ความรู้สึกที่ไม่มีวันหาได้จากบนแผ่นดิน

 
 

………………

………..

 

คลื่นลมเริ่มเบาลงแล้ว คงเป็นเพราะเรือออกมาไกลจากแนวพายุพอสมควร และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปไกลกว่านี้

 

มือเล็กแบบสตรีที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นยกขึ้นส่งสัญญาณให้นายท้ายเรือ ก่อนจะเอ่ยกับลูกเรือใกล้ตัวให้ลงไปหยุดฝีพายเสีย

 

“สนุกเป็นบ้าเลย ว่าไหมกัปตัน”

 

สวันฮิลด์หันไปตามเสียงทัก แล้วขยับยิ้มให้หนุ่มใหญ่ผู้มีรอยบากตัดเฉียงเป็นทางยาวบนใบหน้า หนึ่งในลูกเรือคนสนิท เจ้าของตำแหน่งท้ายเรือ เดรก เบอร์นีย์

 

“สุดๆไปเลยล่ะสหายข้า”  ว่าจบก็หัวเราะ ก่อนจะเอนตัวพิงกราบเรือเงยหน้าสำรวจเสากระโดงเรือแต่ละต้น “ไม่มีอะไรเสียหายใช่ไหม?”

 

“เท่าที่เห็นน่ะยัง” มันตอบสีหน้าจริงจัง แล้วหันไปถามลูกเรือคนอื่นๆ จึงค่อยหันมาพงกหัวยืนยันอีกรอบ

 

“ตรวจสอบทุกอย่างเสีย ตั้งแตปมเชือกดูว่ามันหลวมหรือคลายตัวหรือไม่ ดูพื้นเรือสำรวจแผ่นไม้ เสากระโดงเรือ และใบเรือให้ดี ลงไปดูพวกทาสเชลย และฝีพายอย่าให้บกพร่อง” นางยกมือเสยผมที่ลู่แนบหน้าผาก “พอฝนซาแล้วถูพื้นเรือเสีย”

 

“เข้าใจล่ะ” อีกฝ่ายว่าด้วยรอยยิ้ม “ข้าว่าเจ้าควรเปลี่ยนเสื้อผ้านะคนงาม เจ้าทำข้าตื่นเต้นไปทั้งตัวแล้ว” มันเสริมพร้อมยกศอกขึ้นสะกิดเป็นเชิง จากนั้นจึงเดินออกไปกระจายคำสั่ง

 

มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาเกี่ยวคอเสื้อของตัวเองให้ผละออกมาจากผิวกาย แล้วจัดเสื้อโค้ชตัวโคร่งให้ปิดกายมิดชิด น้ำนั้นทำให้ผ้าแนบลงกับเนื้อพนันได้ว่ามันคงจ้องกันตาเป็นมัน

 

นัยน์ตาสีเทากวาดสำรวจลูกเรือที่ได้รับมอบหมายหน้าที่แต่ละคนอย่างประเมิน ก่อนจะถูกดึงความสนใจออกไปด้วยเสียเอะอะโวยวายจากด้านหลังเรือ ขานั้นก้าวออกไปดูตามประสาคนสงสัย

 

ต้นกำเนิดนั้นคือเทศกาลรับน้อง ดูเหมือนเป็นธรรมเนียมไปแล้วสำหรับการรุมยำเด็กใหม่บนเรือ ไอ้หนูหัวทองนั่นนอนคุดคู้ป้องกันตัวเองจากเท้าหลายข้างที่ระดมเหยียบกระทืบ เสียงร้องโอดโอยนั้นไม่เคยช่วยอะไร เรื่องนี้นางรู้ดีกว่าใคร...ยิ่งกว่าใครทั้งนั้น

 
 

นางไม่เคยคิดห้าม การยำกันเป็นเรื่องปกติ แต่เหนือสิ่งอื่นใด...นี่คือเวลางาน

 

 

เสียงสบถสั่งดังออกมาจากปาก ก่อนจะสาวเท้าไปใกล้ขึ้นอีกให้วงยำนั้นกระจายตัวออกหลีกทาง พวกมันมองหน้ากัน บางคนยักไหล่ บ้างปลีกตัวออกไปทำงานกันต่อ

 

“ไอ้เด็กนี่มันเป๋มาเหยียบตีนข้าก่อน งานกงงานการไม่ทำ กัปตันเฉ่งมันหนักๆเลยนะ”

 

กัปตันเหลือบมองคนพูดแล้วนึกขำ ผู้ชายตัวเท่าบ้านกำลังยืนฟ้องง้องแง้ง เป็นภาพที่เห็นแล้วชวนหัวเราะเสมอ ส่วนที่เห็นแล้วชวนหน่ายใจ ก็อยู่ตรงใต้เท้าเรียบร้อย

 

เด็กชายเงยหน้าบวมช้ำขึ้นมามอง ตัวผอมแห้งนั้นสั่นเทิ่มดูก็รู้ว่ากลัว มันมองรอบๆแต่ยังไม่กล้าลุกขึ้น แล้วพูดภาษาที่นางไม่เข้าใจ

 

มือเอื้อมไปกระชากผมสีสว่างให้ลุกขึ้นมา ก่อนจะชักมีดเล่มสั้นที่เอวไปจ่อคอ มันดิ้น...ร้องเป็นภาษาต่างถิ่น โวยวายจนน่ารำคาญ คมมีดในมือก็เลยเลื่อนลึกเข้าไปเล็กน้อย นั่นแหละถึงจะหยุด

 

“ให้ข้าฆ่ามันเสียเลยดีไหม” เอ่ยเสียงนุ่ม พลางกวาดสายตามองลูกเรือรอบๆ พวกนั้นพร้อมใจกันส่ายหน้า

 

“ไม่เอาน่ากัปตัน นานๆทีมีเด็กใหม่ เก็บมันไว้น่า” หนึ่งในนั้นเอ่ยเกลี้ยกล่อม มีดในมือก็เลยเว้นระยะห่างออกมาจากเนื้อขาวคล้ำให้พอหายใจหายคอ

 

ภาษาประหลาดดังขึ้นอีกครั้ง นางรู้สึกได้ถึงความสั่นผ่านมือ และพอก้มลงไปก็เจอสายตาอ้อนวอนที่ชวนใจอ่อนเสียไม่มี แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือหยดน้ำใสๆที่ไหลอกมาจากดวงตาสีฟ้าคู่นั้น

 

ความรู้สึกผิดที่ทำเด็กร้องไห้แล่นวูบเข้ามาแล้วหายไปประหนึ่งคลื่นซัดเข้าฝั่ง ก่อนความสมเพชจะเอ่อท้วมท้นจนอยากเสียบคอหอยมันเดี๋ยวนั้น

 

โลหะในมือถูกเก็บลงที่เดิม แล้วเสียงกายมนุษย์กระแทกพื้นเรือก็ดังลั่นตามมา นางเหล่มองมันเล็กๆแล้วหันกลับมาหาลูกน้อง

  

“ข้าจะลงไปท้องเรือ ถ้ากลับมายังเห็นพวกเจ้ายังเล่นกับเด็กนี่โดยที่งานไม่เสร็จ เห็นดีกันแน่” สั่งจบก็เดินออกไป

 
 

………..

……..

 

เมื่อกลับขึ้นมายังดาดฟ้าอีกครั้งทุกอย่างก็ถูกจัดการเรียบร้อยหมดแล้ว กัปตันเรือแบล็กสตอร์มมองผลงานทั้งหมดด้วยสายตาพึงใจเล็กๆ แล้วเบนความสนใจกลับมายังร่างไร้วิญญาณของอดีตฝีพายที่ถูกหิ้วปีกขึ้นมา

 

ดูเหมือนว่ากลิ่นคาวเลือดที่โชยออกมาจากกายสะบักสบอมนั้น จะเรียกคนจำนวนไม่น้อยให้เข้ามาดูอย่างฉงน แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้มากความ ขายาวของนางสาวไปยังกราบเรือ ก่อนจะเอี้ยวตัวแล้วออกแรงเหวี่ยงของในมือให้ลอยออกไป ของเหลวสีแดงกลิ่นแรงไหลจะบัดออกเป็นสายจากสิ่งนั้นแล้วหายไปในความมืด ก่อนที่กายใหญ่จะถูกถีบลงทะเลไปตามๆกัน

 

สวันฮิลด์หันกลับมามองรอยเลือดที่ไหลเป็นทางด้วยสายตาละเหี่ยใจ นางสะบัดแขนขวาที่จับสิ่งนั้นเบาๆอย่างเดียจฉันท์ แล้วหันไปเอ่ยกับคนข้างกาย

 

“สกปรก…เวนเดล กระจายคำสั่งถูพื้น เดี๋ยวนี้”

 

นัยน์ตาดำขลับเหล่จ้องคนตัวเล็กกว่าแล้วถอนหายใจ

 

“หลังฝนหยุดก็ได้กัปตัน”

 

“เจ้าจะสั่งถู หรือจะไปถูเอง”

 

"อย่าใจร้อนสิกัปตัน"

 

"เว---"

 

"เฮ้ย! พวกเอ็งกัปตันสั่งแล้วอย่าหูหนวก ไป! ไปถูพื้น!" อีกเสียงแทรกขึ้นขัด แล้วเจ้าของเสียงก็หันมาขยับยิ้มเอาความดีความชอบ พลางส่งสายตาไปให้อีกหนึ่งที่สีหน้าหงุดหงิด

 

"กัปตันเขาสั่ง เจ้านี่ก็ไม่รู้กาลเทศะจริงๆ นะเวนเดล"

 

นางยิ้มขอบใจมัน และอดไม่ได้ที่จะแยกเขี้ยวใส่คนข้างตัว

 

"อย่าทำตัวไร้ประโยชน์นักรองกัปตัน"

 

ว่าจบก็ขยับตัวออกห่าง เดินไปศอกสะกิดเดรก เบอร์นีย์เบาๆ แล้วมองเลยผ่านไปยังเด็กหนุ่มตัวแห้งๆที่นั่งขดอยู่กับเสากระโดงเรืออย่างหมดสภาพ เสียงสะอื้นลอยมาเบาๆชวนรำคาญมากกว่าสงสาร

 

"เจ้าเป็นคนเอามันมาสินะ เอาเด็กขี้แยมาทำไม"

 

มันเหล่มองครู่หนึ่ง ยกมือเกาหัวแล้วยักไหล่

 

"เอ๊า! ข้าจะรู้ไหมวะว่ามันขี้แย"

 

"เอามันมาทำไม"

 

"ก็...คนงามของข้าบอกอยากได้คนขัดพื้นเพิ่ม"

 

"เอามันไปทิ้ง" นางสั่งห้วน

 

"เฮ้ยอย่า! หัวทองๆแบบนั้นราคาแพง! น่าๆเก็บไว้น่านะคนงามของข้า คิดเสียว่าได้น้องชายเพิ่ม"

 

ดวงตาสีเทาเหล่มองบุคคลที่สามเพียงนิด แล้วทำหน้าแขยง

 

"น้องชายข้ามีคนเดียว" ว่าแล้วถอดถอนใจ "ข้าจะยอมเลี้ยงมันไว้ก็ได้ แต่ทำให้มันหยุดร้องไห้เสียที ก่อนที่ข้าจะเผลอจับมันกดน้ำ"

 

คนโดนสั่งเลิกคิ้วทำหน้าเหรอหรา ชี้นิ้วเข้าหาตนเองแล้วขยับปาก ‘อย่างข้าเนี่ยนะ’ แต่สุดท้ายก็ต้องจำยอมเดินเข้าไปหาตามคำสั่ง เสียงกลั้นหัวเราะดังระงมขึ้นมาอย่างพร้อมใจจากลูกเรือบริเวณใกล้ บ้างถึงกับซบหน้าลงกับมือไม่ให้ระเบิดขำออกมา

 
 

...ภาพนายท้ายเรือกำลังพยายามปลอบหนุงหนิงใส่เด็กที่กระเถิบถอยห่างออกนั้นช่างบรรเทิงจนมวนท้องไส้…

 

 

“เอาไอ้เพรียงไปปลอบยังจะเข้าทีกว่า”

 

นางอมยิ้ม...เพราะรู้ว่าเข้าทีนั่นแหละถึงเลือกคนอื่น

 
 

 

พอบรรยากาศรอบตัวเงียบลง นางก็ได้ยินเสียงฟ้าคำรามดังมาแต่ไกล… ราวกับเรียกร้องให้หันไปมอง

 

ใบหน้ายิ้มๆเปลี่ยนเป็นซีดเผือด พายุหมุนขนาดมหึมาจากที่ไกลๆนั่น ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ มือสองข้างกำขอบเรือไว้แน่นจนสั่น

 
 

...มันกำลังเคลื่อนตัวเข้าไพค์หรือ?...

 

 

น้ำลายนั้นหนืดคอเกินกว่าจะกลืนเข้าไป แม้แต่ลมหายใจนั้นก็ไม่คล่องคอเท่าไหร่นัก ความเป็นห่วงปนกังวลแล่นเข้ามาจนจุกอก ออกมาเป็นเสียงครางแผ่วเบา

 

“กอร์….”

 

ซ่าาา!

 

 

คำพูดถูกกลืนหายไปพร้อมกับน้ำรสชาติขมที่กระอักเข้ามาในปาก นางแทบจะล้วงคอตัวเองให้ถุยมันออกมา ดวงตาจ้องไปยังคนทำอย่างเอาเรื่อง แต่ก็ต้องชะงัก…เมื่อสบเข้ากับสายตาที่อ่านได้ว่า

  

‘อย่าทำตัวน่าสมเพช’

 

 

ริมฝีปากซีดเผือดเม้มเข้าหากันนิ่งไปชั่ววินาที แล้วปล่อยมือที่กำขอบจนเป็นรอยออก เงื้อหมัดลุ่นๆเข้ากระแทกแก้มของมนุษย์ข้างตัวเสียเต็มรัก

 

“เวนเดล ไอ้สารเลว!”

 

คนสารเลวหัวเราะเอามือลูบแก้มตัวเองปอยๆ โยนถังน้ำที่บรรจุน้ำจากการถูพื้นทิ้งอย่างไม่ใยดี

 

“ข้าแค่อยากให้เจ้าอาบน้ำแน่ะกัปตัน ดู๊ดู เนื้อตัวมอมแมมขนาดนี้ รุ่งเช้ามาคงไปพบหน้านักรบไม่ไหว” มันพูดยิ้มๆแล้วยักไหล่ หันหลังกลับไปหาคนที่ตัวเองเพิ่งจะแย่งภาชนะบรรจุมาแล้วตบบ่า

 

“ถูใหม่ด้วยนะสหาย เพื่อกัปตัน” พูดจบก็หลิ่วตามาให้

 

นางอยากจะถีบมันให้ตกเรือเสียเดี๋ยวนั้น แต่ก็เกรงว่าจะไม่มีคนลงไปงม ซ้ำร้ายลูกเรืออาจจะช่วยกันปาข้าวของลงไปใส่ให้มันจมเร็วกว่าเดิม

 

สวันฮิลด์ยกมือนวดขมับตัวเองหวังบรรเทาอารมณ์คุกรุ่น แล้วตัดสินใจไปชำระกายตามที่มันว่า การจะไปเจอน้องชายทั้งๆที่เสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยเลือดนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก

 

นางสาวเท้าเดินผ่านพ่อลูกหน้าใหม่บนเรือแล้วกระตุกยิ้มขำอีกรอบ

 

“เจ้ามีเมียสองแล้วนะเดรก ยังเลี้ยงเด็กไม่เป็นอีกหรือ”

 

มันหันมามองด้วยสีหน้าเหนื่อยสุดๆ

 

“ข้าให้เมียเลี้ยง ไม่ได้เลี้ยงเองนี่หว่า คนงามช่วยข้าทีสิ”

 

เสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากคนโดนขอร้อง ไหล่เล็กๆนั่นสั่นกึกๆ

 

“ข้าบอกแล้วว่าให้โยนมันทิ้ง” ถึงปากจะว่าแบบนั้นแต่ก็ลงไปนั่งข้างๆเด็กหัวทองจากต่างแดน มันสะดุ้งอย่างระแวง แล้วหลับตาปี๋ตอนที่นางเอื้อมมือไปหา

 

สัมผัสเบาๆที่หัวนั้นคงทำให้มันสบายใจขึ้นถึงได้ลืมตาขึ้นมามอง แล้วกายผอมๆนั่นก็หยุดสั่นตอนที่นางรั้งให้เข้ามาซบที่ไหล่ อีกมือลูบหลังเบาๆ เอ่ยถ้อยคำปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ

 
 

 

...การปลอบเด็กไม่เคยเป็นเรื่องยากสำหรับสวันฮิลด์ แบล็กฟอร์ด…

 

 

นางผลักมันคืนให้นายท้ายเรือหลังจากที่มั่นใจว่ามันสงบแล้ว ผู้ชายตัวโตๆรับร่างเด็กมาด้วยสีหน้าไม่พอใจเท่าไหร่นัก เขามองไอ้หนูในมือแล้วโยนมันทิ้ง

  

“กัปตันกอดมัน…. กัปตันกอดมันได้อย่างไร! กัปตันยังไม่เคยแม้แต่กอดข้า!! แต่กัปตันคนงามของข้ากอดมัน!”

   

กัปตันเรือหัวเราะเบาๆ ปัดๆร่างกายตนเล็กๆแล้วยืนขึ้น

   

“อิจฉานักก็ฆ่ามันทิ้งเสียสิ” สิ้นคำนางก็เดินไปหาเด็กคนนอก ก้มลงดึงตัวมันขึ้นมาแล้วชี้

 

“ฟอลคอน” มันสะดุ้งอีกที มองซ้ายมองขวาไม่เข้าใจ จนนางต้องย้ำกับมันแรงๆอีกรอบ

  

ความเงียบก่อตัวขึ้นมาสักพัก

 
 

“ฟ...อล...คอน”

 

 เสียงนั้นดังเอ่ยทวนไม่แน่ใจ แต่พอเห็นรอยยิ้มจากอีกฝ่าย มันก็พูดซ้ำ “ฟอลคอน” แล้วในที่สุดเจ้าของชื่อก็รู้ตัวเสียที นางยิ้มกว้างลูบหัวมันแทนคำชม แล้วจับมันเหวี่ยงไปให้ต้นตอเรื่องทั้งหมด

   

“เดรก เอาลูกเจ้าไปดูแล”

   

เจ้าของชื่อรับตัว ‘ลูก’ จำเป็นแล้วยิ้มยิงฟันอย่างน่าขนลุก

  

“เออ….กัปตันตั้งชื่อให้ด้วย…” พึมพำเบาๆ เพิ่มแรงบีบอย่างหมั่นไส้ แล้วคอยหันมาตอบ “ไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลมันให้ดี”

  

นางยิ้มรับ ปราดตามองทั่วทั้งเรือ แล้วมองเลยไปยังหย่อมแสงสว่างจากที่ไกลๆ เหมือนใช้ความคิด

   

“สิ้นพายุหมุนเมื่อไหร่ เดินเรือเข้าไพค์ทันที ให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้าเกรงว่าความเสียหายคงมีมากแน่ๆ ดังนั้นแผนการเราจะเลื่อนไปก่อน”

   

นางร่ายคำสั่ง พลางถอนใจแล้วนวดขมับอีกรอบ

   

“ข้าและลูกเรืออีกจำนวนหนึ่งจะนั่งเรือบดเข้าไพค์ ไปสำรวจความเสียหาย ไปหาพื้นที่เทียบเรือ” วาดมือประกอบคำพูด “เจอเมื่อไหร่จะส่งข่าว”

   

“กัปตันแม่ง...จะแอบหนีไปหาน้องชายแน่เลย” เสียงซุบซิบเบาๆแว่วมา ดังพอที่จะได้ยิน นางหันไปหา แล้วหัวเราะแทนคำตอบ

   

“จะอย่างไรก็ตาม จัดการหน้าที่ของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะไปพัก”

   

“มา ใครอู้งานข้าดูแลให้ เจ้าไปเถอะกัปตัน ยิ่งอยู่ยิ่งบ่--”

   

“เดรก เบอร์นีย์ ข้าอนุญาต ให้เจ้าตื้บ เวนเดล นิกลาส รองกัปตันได้ชั่วคราว” นางหันไปสบตาทีละคนแล้วกระตุกยิ้ม “แต่อย่าให้ช้ำเกินทำงาน ไม่อนุญาตให้ตัดอวัยวะ หรือทำให้ตาย”

   

“รับทราบกัปตัน”

   

นางทิ้งท้ายไว้แค่นั้น จึงเดินกลับเคบินตัวเอง เสียงเพรียงตัวมหึมาโวยวายด่าไล่หลังนั้นชวนให้หัวเราะมากกว่าโกรธ

   

...มันเป็นความสะใจเล็กๆ แลกกับการที่รองกัปตันทำตัวน่ากระทืบมาตลอดทั้งวัน...

 
  

Comment

Comment:

Tweet